สรุปการอ่านบทที่1 โหมโรง หน้า1-17

1.วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพในสังคมศาสตร์ร่วมสมัย

การวิจัยทางสังคมศาสตร์ได้รับการท้าทายจากแนวคิดการวิจัยแบบปฏิฐานนิยม(positivism) นักวิจัยสังคมศาสตร์จึงต้องหันมาทบทวนวิพากษ์วัตถุประสงค์และวิธีการของตัวเองกันใหม่

กระบวนทัศน์การวิจัยแบบปฏิฐานนิยมมักอ้างตนเองว่ามีวิธีการศึกษาที่’เป็นวิทยาศาสตร์’ นักวิจัยทางสังคมศาสตร์จึงหันมาวิพากษ์ตนเองแล้วพบว่า (ก)กระบวนทัศน์ปฏิฐานนิยมที่อิงกับวิธีอนุมานให้ความสำคัญกับผลบั้นปลายมากกว่ากระบวนการที่นำไปสู่ผลลัพธ์ (ข)ควรมีการตีความหรือทบทวนปรัชญาแห่งศาสตร์เสียใหม่ เช่นความจริง ความรู้ ความเชื่อถือได้ ความถูกต้องแม่นยำ อัตตวิสัย วัตถุวิสัย เพราะไม่เหมาะสมกับการค้นคว้าทางสังคมศาสตร์ (ค)นักวิจัยทางสังคมศาสตร์ไม่พอใจกับผลการค้นคว้าของตนที่ผ่านมา ไม่ก่อให้เกิดความก้าวหน้าทางศาสตร์ของตน (ง)การวิจัยแบบปฏิฐานนิยมทำให้คุณค่าแห่งมนุษย์ลดลงเป็นวัตถุ เป็นการวิจัยที่ละเลยอัตวิสัยของมนุษย์(human subjectivity) ลดศักดิ์ศรีมนุษย์ลงเหลือเพียงตัวแปร(variable)ตัวหนึ่ง ละเลยละทิ้งความเป็นคน(persons)ที่มีความคิด มีจิตใจ มีรู้สึกไป  เน้นแต่ความเป็นวัตถุวิสัย ผลการศึกษาทางสังคมศาสตร์อาจถูกต้องในเชิงตรรกะ แต่คลาดเคลื่อนในอธิบายความเป็นเฉพาะบุคคลของมนุษย์ (ง)ธรรมชาติของสังคมศาสตร์นั้นมีความเป็นพลวัตร คือเคลื่อนไหว ไม่หยุดนิ่ง ไม่คงตัว การวิจัยในทางสังคมศาสตร์ไม่ใช่การศึกษาแบบจับภาพนิ่ง วิธีวิจัยแบบวิทยาศาสตร์จึงไม่เหมาะกับสังคมศาสตร์

     ในยุค positivism ที่วิทยาศาสตร์เจริญรุ่งเรืองอย่างเอาเป็นเอาตาย จนเกิดการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์?นั้น แต่สังคมศาตร์กลับหงอยเหงาเศร้าสร้อยมาก นักสังคมศาสตร์จึงเริ่มมองหาวิธีคิด(กระบวนทัศน์) และชุดเครื่องมือ(ระเบียบวิธีวิจัย) ใหม่ที่เป็นของตนขึ้นมา

2.ความสนใจของวิธีการเชิงคุณภาพในปัจจุบัน

       การวิจัยทางสังคมศาสตร์ในยุคแรก ยุคปฏิฐานนิยมถูกเรียกว่าเป็น วิธีการวิจัยเชิงปริมาณ(quantitative approach) แต่การวิจัยในต่อมา ยุคหลังที่เรียกว่า ยุคหลังปฎิฐานนิยม(post-postivism) จึงเกิดวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ(quailitative)ขึ้นโดยพัฒนามาจากวิธีการศึกษาของนักมานุษยวิทยา(anthropologist)หรือนักชาติพันธุ์วรรณา(ethonologist) ที่สนใจการบันทึกเหตุการณ์หรือชาติพันธุ์ สนใจการศึกษาจากปรากฏการ์ธรรมชาติ  สนใจการตีความหมายจากปรากฏการณ์/ข้อมูลที่บันทึกไว้อย่างละเอียดต่อเนื่องยาวนาน

      ในระยะแรกๆนักสังคมศาสตร์กันเองยังไม่ค่อยยอมรับวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพของตน วิธีการนี้ถูกมองด้วยความสงสัยทั้งจากนักวิทยาศาสตร์และนักสังคมศาสตร์เอง แต่ต่อมาเมื่อเกิด(ก)การเรียนการสอนทางด้านนี้มากขึ้น (ข)เกิดวารสารงานตีพิมพ์มากขึ้น (ค)เกิดชุมชนนักวิจัยทางคุณภาพขึ้นมากมาย และ(ง)เกิดวิธีวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยคอมพิวเตอร์ วงวิชาการจึงให้ความสนใจและความสำคัญมากขึ้น ในฐานะที่เป็นวิธีการที่สามารถในการพรรณนารายละเอียดของสิ่งที่ศึกษาได้ มุ่งให้เกิดความรู้ความเข้าใจพฤติกรรมและปฏิสัมพันธ์ทางสังคมภายในบริบทธรรมชาติของมัน ทำความเข้าใจสิ่งต่างๆจากผู้ถูกกระทำ ยอมรับความเป็นเฉพาะตนของผู้ถูกศึกษา วิเคราะห์และยอมรับการเปลี่ยนแปลงของเรื่องราวปรากฏการณ์ และสามารถตอบสนองสิ่งที่สังคมสาสตร์แนวปฏิฐานนิยมยังขาดอยู่ได้

     การวิจัยเชิงคุณภาพจึงเป็นการวิจัยกระแสทางเลือกที่สามารถเสริมให้การวิจัยกระแสหลักครบถ้วนสมบูรณ์มากขึ้น

3.การวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ

    การวิจัยเชิงคุณภาพในวันนี้ยังไม่ใช่วิธีการวิจัยที่เบ็ดเสร็จสำเร็จในตัวเอง แต่เป็นวิธีการวิจัยที่มีความเป็นศาสตร์ของตน คือมี ‘แนวทาง-approach’และ ‘วิธีดำเนินการ-process’ มีชุมชนเป็นนักวิจัย ที่มาจากศาสตร์หลากหลายสาขา มีแนวคิดและกระบวนการวิจัยหลายๆแบบ เช่นวิธีการเชิงชาติพันธ์สรรณา การศึกษาเฉพาะกรณ๊ การศึกษาเชิงอัตประวัติบุคคล วิธีการเชิงประวัติศาสตร์ การศึกษาจากทฤษฎีฐานราก(grounded theory) วิธีการวิจัยแบบมีส่วนร่วม เป็นต้น

    หากจะแบ่ง การวิจัยเชิงปริมาณกับการวิจัยเชิงคุณภาพ ออกจากกันอย่างเด็ดขาด คงไม่ได้  เพราะในการวิจัยเชิงปริมาณก็มีความเป็นคุณภาพ และกลับกัน จึงป่วยการที่จะมีวิวาทะว่า ในการวิจัยควรเลือกใช้วิธีใด วิธีใดดีกว่ากัน นักวิจัยจึงหันมาใช้จุดแข็งของการวิจัยอย่างหนึ่งมาเสริมให้การสร้างข้อสรุปของตนมีความเข้มแข็งมากขึ้น จึงเกิดเป็นวิธีวิจัยทางเลือกอีกแบบหนึ่ง คือ การวิจัยแบบ Mixed methods คือทำวิจัยโดยใช้การวิจัยเชิงปริมาณร่วมกับวิจัยเชิงคุณภาพในแบบต่างๆ ทั้งแบบบูรณาการและใช้แบบหนึ่งก่อนแล้วอีกแบบตามก็ได้

4.ประเด็นเกี่ยวกับญาณวิทยา

   ญาณวิทยาเป็นปรัชญาสาขาที่ว่าด้วยความจริง คำถามของนักปรัชญากลุ่มนี้ ถามว่า ความจริงคืิออะไร มีคำตอบ 2 แนวคิด แนวคิดแรกเชื่อว่า เชื่อในความรู้ความจริงประจักษ์ คือ ความรู้ความจริงมันมีอยู่ด้วยตัวของมันเอง เราทำวิจัยเพื่อไปรับรู้ความจริงเหล่านั้น แนวคิดนี้เป็นแนวคิดของนักวิจัยเชิงปริมาณ ต่างจากกลุ่มหลังที่เชื่อในความรู้ความจริงในเชิงการตีความหรือการให้ความหมายจากผู้วิจัย คือความรู้ความจริงไม่ได้มีอยู่ด้วยตัวของมันเอง เป็นสิ่งที่นักวิจัยตีความและให้ความหมายแก่มัน แนวคิดนี้เป็นแนวคิดของนักวิจัยเชิงคุณภาพ ระยะแรกความเชื่อเกี่ยวกับความจริง/ความรู้ 2 ทางนี้ได้ก่อให้เกิดการโต้เถียงกันมาเป็นเวลายาวนานหลายทศวรรต จนสุดท้ายจึงฉุกคิดได้ว่า ป่วยการที่ยังมามีวิวาทะกันในเรื่องนี้ และหันมาประนีประนอมกันดีกว่า จึงเกิดเป็นแนวคิดการวิจัยแบบผสมผสาน(mixed method) ขึ้นมาแทน

5.โครงสร้างของหนังสือ

หนังสือแบ่งออกเป็น 4 ตอน ส่วนที่1 ว่าด้วยทฤษฎีและการออกแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ มี 3 บท ส่วนที่2 ว่าด้วยความหลากหลายของวิธีการวิจัยคุณภาพ มี 3 บท ส่วนที่3 ว่าด้วยวิธีการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ มี 2 บท และส่วนที่4 ว่าด้วยการวิเคราะห์เชิงคุณภาพ มี 2 บท  ซึ่งผู้เขียนแจ้งไว้ในอารัมภบทแล้วว่ายังขาดสาระสำคัญไปอีก 2 ส่วนคือ ตัวอย่างของงานวิจัยเชิงคุณภาพ กับการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ

สรุปแนวคิดที่ได้จากการอ่าน

ในบทนี้ ผู้แต่งต้องการชี้ให้เห็นว่า การวิจัยเชิงคุณภาพนั้นพัฒนามาได้อย่างไร แต่เดิมนักสังคมศาสตร์พยายามนำวิธีการวิจัยเชิงปริมาณมาใช้ในทางสังคมศาสตร์ ในบทนี้ผู้เขียนแสดงให้เห็นว่ามีสาเหตุหลายประการที่ทำให้นักวิจัยสังคมศาสตร์จำเป็นต้องหันไปพัฒนาวิธีวิจัยเชิงคุณภาพขึ้นจากวิธีการวิจัยของนักมานุษยวิทยาหรือนักชาติพันธวรรณนา ทำให้การวิจัยทางสังคมศาสตร์ ทำได้หลายแบบ คือเชิงปริมาณหรือเชิงคุณภาพล้วนหรือบูรษการกัน หรือผสมกันก็ได้ แต่สิ่งสำคัญที่การวิจัยแต่ละแบบต่างกันก็คือ ความเชื่อเกี่ยวกับความรู้/ความจริง คนสองกลุ่มต้อวการค้นหาความรู้/ความจริง แต่มีความเชื่อเกี่ยวกับสิ่งที่ค้นหานั้นแตกต่างกัน เมื่อเชื่อต่างกัน วิธีการเข้าถึงมันก็เลยต่างกันไปด้วย

การนำไปใช้ประโยชน์ในการทำวิทยานิพนธ์

การทำวิจัยเรื่องหนึ่งจำเป็นต้องพิจารณาว่า ในวิจัยเรื่องนั้นต้องการค้นหาอะไร  ถ้าต้องการศึกษาเรื่องราวของสิ่ง/ปรากฏการณ์นั้นอย่างละเอียด อย่างลึกซึ้ง อย่างลุ่มลึก อย่างรอบด้าน อย่างเฉพาะที่ ก็ต้องการวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ แต่ถ้าต้องการศึกษาเรื่องหนึ่งเรื่องใดอย่างเป็นปรนัย มีกระบวนศึกษาและผลการศึกษาที่น่าเชื่อถือ อธิบายได้ทั่วไป มีสถิติช่วยตัดสินใจก็ต้องเลือกการวิจัยเชิงปริมาณ  แต่บางกรณีในการวิจัยเรื่องเดียวกัน การศึกษาขั้นต้นอาจใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ ในการศึกษาขั้นสองอาจใช้วิธีการวิจัยเชิงปริมาณไปลงสรุปก็ได้ มีตัวอย่างงานวิจัยหลายชิ้นที่ทำเช่นว่านี้